[★] Harbin ฮาร์บิ้น 8 Day 7 Night ✈ (งบ 15,000)

0
841

ดินแดนโฟรเซ่นหนาวยิ่งกว่าช่องฟรีซตู้เย็น @ มณฑลเฮยหลงเจียง

เรามีโอกาสได้ไปจีนครั้งที่ 3 แว้วว  ครั้งนี้เราเลือกไปมณฑลเฮยหลงเจียง เมืองฮาร์บิ้น  
กับเวลา  8  วัน  7  คืน จะเที่ยวแต่ในเมืองก็กลัวจะเบื่อ เลยออกไปเที่ยวหมู่บ้านหิมะ , หมู่บ้านรัสเซีย 
การเดินทางก็ง่ายมากๆ  คนไม่รู้ภาษาจีนก็ไปได้นะแกรร๊  บรรยากาศนี่ดีมากๆเลยอยากให้ไปเที่ยวกันนนน

ก่อนจะไปชมรีวิว เรามาชมคลิปแบบเต็ม ๆ กันก่อน 🙂

https://youtu.be/LZtdXNPgHxQ

ด้วยสภาพอากาศที่หนาวสุดขั้วหัวใจติดลบทั้งกลางวันกลางคืน ต้องเตรียมตัวให้พร้อม 🙂

1. ตั๋วเครื่องบิน – บินจากไทย สายการบินของจีนบินที่มาลงเมืองฮาร์บินได้เลย แบบแวะพักเครื่อง ไม่ใช่บินตรง เราแวะพักเครื่องขาไปที่กวางโจว และขากลับที่เมืองอูฮั่น จองผ่านได้ทาง Traveloka Trip หลังจากจองตั๋วเครื่องบิน ก็วางแผนเที่ยวกันโล้ดด
2. ค่าวีซ่าจีนประมาณ 1,500 บาท
3. อุณหภูมิที่ฮาร์บิ้น อยู่ที่ -20 ถึง -30 องศาเซลเซียส จัดเสื้อผ้ากันหนาวของ Columbia ไปเต็มเหนี่ยวเลยกลัวไม่ไหว ที่เตรียมไปก็ประมาณนี้เลย
– เสื้อตัวใน 3 ตัว ลองจอน + ฮีทเทค + เสื้อ (เน้นผ้าไหมพรม
– เสื้อตัวนอกเป็นเสื้อขนเป็ด **สำคัญมาก**
– ถุงมือหนัง รองเท้าบูทกันน้ำ บุขน
– ผ้าปิดปาก หมวก ผ้าพันคอ มาหาที่ฮาร์บินได้เลย ไม่ต้องกลัวหากลืมพกอะไรมา
4. ถ้าพูดจีนไม่ได้แบบเรา ให้เซฟรูป ชื่อสถานที่มาด้วยนะ พูดไม่ถูกก็ยื่นกระดาษให้ดูเลย ง่ายดี 555

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เราก็เก็บกระเป๋าออกเที่ยวให้คนอิจฉากันเถอะ 🙂


แผนการเดินทางของเรา 8 Day 7 Night

Day 1  :  BKK – กวางโจว  – ฮาร์บิ้น
Day 2  :  โบสถ์เซนโซเฟีย – ถนนจงยาง
Day 3  :  แม่น้ำซงฮวา  /  Sun Island / ถนนจงยาง  
Day 4  :  หมู่บ้านหิมะ  Snow  Town 
Day 5  :  เก็บบรรยากาศหมู่บ้านหิมะ – นั่งรถกลับฮาร์บิ้น
Day 6  :  หมู่บ้านรัสเซีย (จำลอง)
  (俄罗斯风情小镇)
Day 7  :  ย่านเมืองเก่า 
 เหล่า ต้า ไว่ (老道外)  
Day 8  :  ฮาร์บิ้น – อู๋ฮั่น –BKK  เดินทางกลับประเทศไทย


Day 1  :  BKK – กวางโจว  – ฮาร์บิ้น

จุดเริ่มต้นเราออกเดินทางจาก ประเทศไทย  ด้วยสายการบิน  Chaina Soutern ด้วยการจองตั๋วโปรข้ามปีเลยอ่ะแกรรร  เราเริ่มออกเดินทาง เวลา 02.10 น. ที่สนามบินสุวรรณภูมิ  พอได้เวลาเที่ยงคืนก็เดินไปเช็คอิน ได้ตั๋วมา 2 ใบ ใบ คือตั๋วจากสุวรรณภูมิ->กวางโจว และก็จากกวางโจว->ฮาร์บิน ตอนเช็คอิน เจ้าหน้าที่จะมีเอกสารให้เราเซ็นรับทราบ ว่าเราต้องไปรับกระเป๋า แล้วไปเปลี่ยนเครื่องเอง

06.00 น (เวลาที่จีน)ก็ถึงกวางโจวแล้ว ได้เวลาเปลี่ยนเครื่องแล้วสินะ ลงเครื่องที่กวางโจวไปรอรับกระเป๋าและก็ลากกระเป๋าไปต่ออีกเครื่องโดยไม่ต้องเช็คอินใหม่เพราะเราได้ตั๋วมาแล้วนั่นเอง

นั่งรอเครื่องขึ้นไปฮาร์บินพอได้เวลา 13.45 น. ก็เดินไปขึ้นเครื่องต่อ เวลา 14.15 น. เครื่องออกจากกวางโจว  -> ฮาร์บิน เราก็เริ่มง่วงอีก หลับต่อดีฟ่า

เราเริ่มสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่หน้าต่างเครื่องบิน และก็ได้เวลาลงจอดแล้ว 18.30 น.เครื่องลงจอดที่ฮาร์บิน เราก็พากันลงจากเครื่องผ่านตม.  ไปรอรับกระเป๋า เข้าห้องน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้พร้อมรับกับอากาสอันหนาวเย็นจัด จากนั้นก็ได้เวลาเริ่มต้นของการผจญภัยของจริงแล้วสินะ…อิอิ รอดมั้ยหนาวขนาดนี้ -20 องศา เด่วมาลองดูกัน..ฮึ๊บ ฮึ๊บ ที่เพิ่มเติมคืออุณหภูมิติดลบ บรื๊อออออ!

พอรับกระเป๋าเสร็จก็  ออกมามองหาช่องจำหน่ายตั๋วรถบัสที่จะไปยังโรงแรมที่พัก  เดินตรงไปที่ช่อง 2   

ยื่นใบจองที่พักให้คนขายตั๋ว (ปริ้นท์มาเป็นภาษาจีนนะ) ซื้อตั๋วคนละ 20 หยวน  ได้ตั๋วมาเดินไปขึ้นรถด้านออกอาคาร

ออกประตูมาเลี้ยวซ้าย คันสุดท้าย จะมีป้ายบอกหมายเลขรถ  ถ้าไม่ชัวร์ก็ยื่นตั๋วให้คนขับกว่ารถบัสจะออกจากสนามบินก็ทุ่มกว่าแหละ ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าๆ (ระยะทาง 35 km)  รถก็จะมาจอดเราที่สถานีสุดท้าย  ห่างจากที่พักประมาณ 1.5 km.  ทันทีที่ก้าวขาลงจากรถบัส บร๊ะเจ้า !!!  หนาวชิ…หายเลย 

จากตรงนี้ไปที่พักประมาณ  1.30 km  เดินประมาณ 10 นาที  แต่ไม่ไหวกับความหนาว  ตัดสินใจเรียก TAXI  พร้อมยื่นกระดาษที่พัก ประมาณ 5 นาทีเราก็มาถึงที่พัก 
เข้า Check-in เอาสัมภาระไปเก็บในโรงแรมเสร็จแล้ว   ก็ออกเที่ยวได้เลย

ที่พักของเรา Harbin Halaxiang Youth Hostel

เราไปถึงประมาณ 2 ทุ่มแล้ว ออกมาหน้าที่พักขี้เกียจรอรถบัส จัดการเรียก TAXI  บอกพิกัดที่เราจะไป โบสถ์เซนต์โซเฟีย (索非亚教堂) หรือจะเปิดรูปส่งให้ดูก็ได้  ใช้เวลาเดินทางจากที่พัก ประมาณ 15 นาที  ค่ารถประมาณ 18 หยวน   

เราตั้งใจว่าจะไปเก็บภาพของโบสถ์เวลากลางคืนสักหน่อย   ลงจากแท็กซี่รู้สึกแขนขาสั่นไปหมด หนาวมากๆ  กับอุณหภูมิติดลบ -23 องศา

ต้องรีบเดินไปที่ร้านค้าข้างทาง ซื้อที่ปิดหูกันหนาวด้านหน้าใส่เพิ่ม แล้วรีบไปถ่ายรูป หนาว แต่ !!!   

แต่ !!!  ถ่ายรูปได้ไม่ถึง 10 นาที ทนไม่ไหวกับความหนาว  เรียกแท็กซี่กลับที่พัก วันนี้ถ่ายรูปได้ไม่ถึง 10 รูปเลยอ่ะ กลับเข้าที่พัก อาบน้ำ พักร่างที่หนาวเหน็บสุดๆ 
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ ที่เราจะต้องไปตะลุยเที่ยวเมืองฮาร์บิน  โดยเริ่มที่โบสถ์เซนโซเฟียก่อน 55555

Day 2  :  โบสถ์เซนโซเฟีย – ถนนจงยาง

เช้านี้ตื่นขึ้นมากับอุณหภูมิภายนอก -20 องศา แต่ในห้องพักสบายสุดๆ เหมือนอยู่บ้านเรา  รีบอาบน้ำแต่งตัวแบบจัดเต็มอุปกรณ์กันหนาวที่ลงทุนไปซื้อจากโคลัมเบียมาเลยทีเดียว  เพราะความเชื่อว่ายี่ห้อมันได้ ของมันแพง มันต้องดี  เออว่ะ !!!  มันเอาอยู่จริงๆ 

แล้วเราก็ออกจากโรงแรมที่พักมาประมาณ 9.00 น.  สถานีแรกของวันเราตั้งใจจะกลับไปถ่ายรูปที่ โบสถ์เซนต์โซเฟียในบรรยากาศยามเช้าก่อนเลย  ออกมายืนรอรถอยู่หน้าโรงแรมเกือบ 10 นาที  กว่าจะมีแท็กซี่ผ่านมาสักคัน  ขึ้นรถยื่นกระดาษในมือที่เราให้ทางที่พักเขียนชื่อสถานที่เป็นภาษาจีนแต่ละที่ที่เราจะไปไว้ให้  เพื่อง่ายต่อการสื่อสาร

เราใช้เวลาเดินทางมาถึงโบสถ์เซนโซเฟียเกือบชั่วโมง  อ้อ !!!  แท็กซี่ของจีนจะจอดรับคนตลอดทาง  ไม่สนแม้กระทั่งว่าเรานั่งอยู่ในรถ  ถ้าไปทางเดียวกันก็จะให้ขึ้นมาด้วย #งงดิ  จ่ายค่าแท็กซี่ไป 25 หยวน  แพงกว่าเมื่อคืนอีกแหะ  ก็พี่ท่านเล่นจอดหาลูกค้าอยู่ตลอดทาง

เฮ่อ !!!  ที่โบสถ์เซนโซเฟียคนเยอะมาก  ขนาดอุณหภูมิติดลบน่ะนิ  เดินถ่ายรูปกันชิวๆ เหมือนไม่หนาวกันเลย 5555  เรามันคนไทยไม่ยอมแพ้ชาติใดในโลกอยู่แล้ว  ก็เดินเข้าไปหามุมถ่ายรูปสวยๆ  ด้านหน้าทันที 

สถาปัตยกรรมของที่นี่จะมีกลิ่นอายของจีนและรัสเซียปะปนกันไป เป็นโบสถ์ที่มีความงดงามมากๆ  ถ่ายยังไงก็สวยอ่ะ  

ของขึ้นชื่อของที่นี่ก็ต้องอันนี้เลย ผลไม้เชื่อมแช่แข็ง แต่เราว่าเค้าคงชุบน้ำเชื่อมแล้วทิ้งไว้เฉยๆ มันก็แข็งแล้วถ้าอุณหภูมิจะติดลบขนาดนี้

ถ่ายได้สักพักร่างกายเริ่มทนความหนาวไม่ไหว  ต้องหาที่หลบ  ใกล้ๆกับโบสถ์จะมีห้างสรรพสินค้าอยู่ใกล้ๆ  เข้าไปหาอะไรกินก่อนดีกว่า  เดินหาตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 4  ก็ไม่เจอแหะ  เลยตัดสินใจจบลงที่ KFC ก่อนแล้วกัน  #KFCของจีนราคาไม่แพงเท่าบ้านเราไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน

กว่าจะออกจาก KFC ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสองแล้ว  ตัดสินใจไปเดินเล่นที่ถนนจงยาง  (中央大街) ที่เป็นศูนย์รวมแหล่งช๊อปปิ้ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโบสถ์เซนโซเฟีย  เราใช้เวลาเดินไม่ถึง 10 นาที  ก็มาถึงถนนจงยาง 

ใครที่มาถึงที่นี่อย่าลืมแวะเข้าร้านหนังสือที่เป็นศูนย์รวมของฝาก  อาทิเช่น  โปสการ์ด  MAGNET สติ๊กเกอร์   หนังสือ   และอีกหลายอย่าง  น่าซื้อเป็นของฝากมากเลย แต่เราเพียงแค่เขียนโปสการ์ดติดแสตมป์ส่งกลับหาตัวเองที่ประเทศไทยเท่านั้น.. 

เมืองฮาร์บิ้นอากาศหนาวไปทางติดลบ  แต่ร้านไอศกรีมข้างทางกับขายดี  ซึ่งราคาไม่ใช่ถูกๆ เลย  15 หยวนต่ออัน 

จัดไอติมไปก่อน เบาๆๆ  รสวนิลา  อ้อ!!!  ใครอยากได้อันไหนก็หยิบเอา หนาวขนาดช่องฟรีซตู้เย็นบ้านเราเลย 5555

แต่เฮ้ย !!!    ที่นี่  4  โมงเย็นท้องฟ้าก็เริ่มมืด  แสงไฟสลัวๆ เริ่มติดทีละนิด จนตลอด 2 ข้างทางบนถนนจงยางประดับประดาไปด้วยไปดวงเล็กๆ  ถ่ายรูปสวยสุดๆ

ผู้คนก็ยังคงเดินเล่นผ่านไปมา เหมือนไม่มีความรู้สึกหนาว  เราเดินเล่นถ่ายรูปเก็บบรรยากาศไปเรื่อยๆ สายตาก็สอดส่องมองหาร้านชาบู จนเดินไปถึงแม่น้ำซงฮวา

บริเวณนี้มีของปิ้งย่างเสียบไม้ ปลาหมึก ไส้กรอกรัสเซีย เนื้อย่างหลากหลายชนิด ราดผงหม่าล่าขายเต็มไปหมด แต่เรารู้สึกเริ่มมือสั่นเพราะยิ่งมืดอากาศยิ่งหนาว เราเดินเข้าห้างที่อยู่ใกล้ๆ เดินขึ้นชั้น 3 เพื่อไปกินชาบูเจ้าอร่อยที่พ่อค้าปิ้งย่างเค้าบอกว่ามันดี 555

ชาบูที่นี่รสชาติไม่เหมือนบ้านเรา น้ำจิ้มเป็นถั่วคล้ายๆ น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะบ้านเรา แล้วใส่พริกเผาผงหมาล่าไว้ด้านบน ก็ได้รสชาติไปอีกแบบ 555

ทานชาบูเสร็จก็เดินย่อยอาหาร ระหว่างเดินกลับเจอร้านชานมจัดไปอีกสักแก้ว ก่่อนจะออกมาเรียกแท็กซี่กลับที่พัก โปรแกรมวันนี้เราก็ยังไม่ได้ไปไหนไกล เพราะต้องการให้ร่างกายปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศก่อน … แต่จริงๆ เราตื่นสายแหละ แล้วก็มัวแต่หลบหนาว ทำให้มืดเร็ว 5555 พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยว SunIsland กัน Zzzzzz

Day 3  :  แม่น้ำซงฮวา  –  Sun Island – ถนนจงยาง  

เป้าหมายของเราวันนี้มี 3 ที่คือไป  แม่น้ำซงหัว  / Sun Island (รูปปั้นหิมะ)  แล้วก็เดินเล่นแถวๆ ถนนจงยาง  แต่กว่าจะอาบน้ำแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จก็เป็นเวลา 10.30 น. นั่งแท็กซี่จากที่พักไปยังแม่น้ำซงฮวา 

กว่าจะถึงก็สิบโมงกว่า  พี่แท็กซี่รับคนรายทางเหมือนเดิม  พอมาถึง อันดับแรกหาข้าวกินก่อน   และเราก็หนีไม่พ้น KFC อีกตามเคย  เพราะมันหาง่าย ที่สำคัญเรากินได้ทุกเมนู  พอท้องอิ่ม ก็ออกเดินทาง เราเริ่มจากเก็บภาพบรรยากาศริมแม่น้ำซงฮวาก่อนเลย …

เป็นครั้งแรกที่เราได้เดินบนพื้นน้ำแข็ง ที่ไม่ใช่ลานไอซ์ในห้าง และไม่ลื่นแบบที่คิด ก็จัดเต็มด้วยรองเท้าของโคลัมเบีย พร้อมแผ่นกันร้อนรองมาในรองเท้าเรียบร้อย   

ที่แม่น้ำซงฮวา มีผู้คนให้ความสนใจมาเที่ยวกันเยอะมากๆ เพราะที่นี่มีกิจกรรมให้เราทำหลายอย่าง บางคนก็มาปั้นตุ๊กตาหิมะ (ตามรอยหนังจีน) หรือเปล่าก็ไม่รู้ บางคนมากันเป็นครอบครัว เล่นลากเลื่อนหิมะ คนเป็นพ่อก็จะลากให้ลูกนั่ง ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาไม่ขาดสาย บางคนก็มาหัดเล่นไอซ์สเก็ตกันที่นี่เลย เล่นไปลื่นไป 5555++ มีรถม้่าให้นั่งแอ๊คท่าถ่ายรูปกันแบบสวยๆ เท่ห์ ๆ อีกด้วยแหละ ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยมสำหรับเมืองฮาร์บิ้น

เก็บบรรยาศได้สักพัก ก็เดินตรงเข้าไปในตึก Ticket Hall ที่จำหน่ายตั๋วกระเช้าข้ามฝาก แม่น้ำซงฮวาเจียง(松花江) ไปเที่ยวยัง sun island  

ค่าตั๋วคนละ 50หยวน ไม่มีส่วนลดใดๆทั้งสิ้น 

ได้ตั๋วแล้วเราก็เดินไปขึ้นกระเช้า ข้ามไปเที่ยว sun island กันดีกว่า ….

ระหว่างนั่งกระเช้าข้ามแม่น้ำ มองลงไปข้างล่างผู้คนเล่นกิจกรรมหลากหลายมากบนแม่น้ำซงฮวาที่กลายเป็นน้ำแข็ง  อาทิเช่น สเก็ตน้ำแข็ง , เลื่อนหิมะ , นั่งรถม้า  ไม่น่าเชื่อว่า หนาวโหดหินขนาดนี้ มนุษย์ก็ยังสรรหาอะไรมาเล่นกับความหนาว ให้ชีวิตเพลิดเพลินมีความสุขจนลืมความหนาวไปได้ 🙂

ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เราก็นั่งกระเช้าข้ามมาถึง sun island  เดินออกมาจากปราสาทหอคอยสวยสุดๆเลย

เราเดินตรงดิ่งรีบซื้อตั๋วเข้าชมก่อนเลย ดูนาฬิกาเวลาตอนนี้บ่าย 3 จะมืดแว้ว ค่าเข้าที่นี่ ราคา 240 หยวน  (ไม่รวมค่าเข้าชมหมู่บ้าน)

กิจกรรมของที่นี่คือการเข้าไปชมหมู่บ้านรัสเซีย ค่าเข้าคนละ 20 หยวน  จะได้พาสปอร์ตมาคนละ 1 เล่ม เป็นตั๋วเข้าสำหรับเข้าไปด้านใน  อ้อ !!!  พาสปอร์ตสามารถเอาไปแสตมป์ตราประทับบ้านแต่ละหลังได้ด้วยเน้อ

ในหมู่บ้านรัสเซีย บ้านแต่ละหลังเวลาเราเข้าไปจะมีตราประทับประจำบ้านไว้ให้เราได้ปั๊มใส่สมุดพาสปอร์ตเป็นที่ระลึก 🙂

บรรยากาศทุกอย่างเป็นสไตล์รัสเซีย พื้นขาวหิมะก็ตกๆ โอ้ย !!!  หนาวก็หนาว ฟินก็ฟิน 5555  สำหรับที่นี่ดูรวมๆ แล้ว ก็มีสเน่ห์ แต่ก็ไม่มากเพราะอากาศมันหนาว ทำให้เราต้องคอยหลบเข้าไปหาไออุ่นจากในบ้าน 🙂 

อยู่สักพักฟ้าเริ่มมืด ก็ตัดสินใจนั่งกระเช้ากลับ คือ.. กลัวกระเช้าปิดนั่นแหละ ไม่อยากเดินข้ามแม่น้ำ  5555 

แล้วกองทัพต้องเดินด้วยท้องแหละเนอะ  ซึ่ง ณ เวลานั้นหิวมากๆ ด้วย.. แบบว่าไม่ไหวกันแล้วร่างกายต้องการอาหาร มันหิวววววววว… ตอนแรกตั้งใจจะไปนั่งกินชาบูหมาล่า แต่ตอนนี้ไม่หาแล้วชาบูหมาล่าอะไรนั่น  เอาข้างทางนี่แหละ  เปลี่ยนแผนกันกระทันหัน..แหะๆๆ

อาหารที่นี่จะใช้แบบเสียบไม้ซึ่งไม้ที่ใช้เสียบย่างก็เป็นไม้ที่ใหญ่เอามากๆเวลากินก็ระวังกันหน่อยละกัน   อร่อยทุกอย่าง   ปลาหมึก ไม้ละ 15 หยวน , เนื้อย่างไม้ละ 10 หยวน

อร่อยๆ สุโค่ยยยยยย   กินปลาหมึกเสร็จไป 1 ไม้  เราก็เข้าห้างไปหาความอบอุ่นให้ร่างกาย  ด้วยการกินอาหารญี่ปุ่นสั่งมาสวาปามแบบเต็มคราบ  มีความชอบช้อนน้ำซุปมากๆ  คือมันใหญ่มว๊ากกก  555  

กินเสร็จก็หาแท็กซี่กลับที่พัก  คุยกับ Casper เจ้าของที่พักให้ช่วยจองตั๋วรถไปหมู่บ้านหิมะให้เรา ในราคา  120 หยวน  และให้รถมารับหน้าที่พัก

เข้าที่พัก 5 ทุ่ม อาบน้ำเสร็จ   ต้องรีบนอน   พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเพราะเราจะเดินทางไปหมู่บ้านหิมะ  เพราะรถจะมารับเราตอน  05.45 น. คืนนี้เพลียมากๆนอนก่อนนะพรุ่งนี้ตื่นเช้าอีก ….คร่อกกกกกก Zzzzzzz

Day 4  :  หมู่บ้านหิมะ  Snow  Town  พักที่  Xuexiang Linhai Xueyuan Hotel

ความหนาวทำให้ไม่อยากจะตื่นออกไปไหนเลย ง่วงมาก  ยังไม่พร้อมเลยจริงๆ   ต้องตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวรีบออกไปรอขึ้นรถบัสหมู่บ้านหิมะ ตอนตี 5.45 น.  ง่วงๆๆๆๆๆๆ

จากฮาร์บินไปหมู่บ้านหิมะ(雪乡) ใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง ไกลพอสมควร ไกลมาก ไกลจนร้องขอชีวิต หึๆ ค่ารถราคา  120  หยวน  ขึ้นรถได้ก็หลับสิคร้าฟฟฟ  จะรออะไรล่ะ 

ระหว่างทางมีวิวให้ตื่นเต้นทุกครั้งที่ลืมตาตื่นมาดูว่าตอนนี้ถึงไหนแล้วว   และจะมีการจอดแวะพักรถตามจุดประมาณสามจุด  

นมร้อนสักแก้ว ยามเช้าอากาศหนาวๆ แบบนี้ก็อุ่นขึ้นนาจ้า

ถึงหมู่บ้านหิมะ ประมาณ  12.30 น.  ตรงนี้ “ทุกคน” ต้องลงจากรถเพื่อเข้าไปซื้อตั๋วค่าเข้าหมู่บ้านราคา 120 หยวน  **  เราคุย wechat กับทางที่พักมาแล้ว  พอนั่งรถมาถึงหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านหิมะ  จะมีเจ้าหน้าที่ไปรับเรา  แต่!!!  พ่อเจ้าประคู๊น แต่งตัวซะนึกว่าตำรวจที่จะมาจับเราเหอะ  ตอนแรกก็ไม่กล้าจะเดินตามไป แต่ดั้นลากกระเป๋าเราไปซะนิ  เอาว่ะ ตัดสินใจเดินตามไป

เข้าหมู่บ้านหันมาขอเงินอีก 120 หยวน  สื่อสารไปมาสักพัก จับใจความได้ว่า  จะไปซื้อตั๋วเข้าหมู่บ้านให้ 5555  ค่าบัตรผ่านประตู  120 หยวน

พอได้บัตรก็สแกนผ่านประตูเข้าไปด้านในเพื่อขึ้นรถบัส  เข้าไปยังหมู่บ้าน   วิวระหว่างเข้าหมู่บ้าน คือดี๊ดีต่อใจมากเลย 🙂

ใช้เวลานั่งรถประมาณ 10 นาที ก็มาถึงจุดจอดรถด้านหน้า China’s Snow Town เรามาถึงหมู่บ้านหิมะแล้ว รถจะจอดรถที่ลานจอดแล้วเราต้องลงเดินไปยังที่พักของเราเอง 

ไม่รู้ว่าจะโชคดีหรือยังไง  เพราะทุกการเดินทางทุกประเทศ  ไม่เคยมีใครมาช่วยเรายกกระเป๋า  ลากกระเป๋าเลย ที่ผู้หญิงที่ตัวโตดันไปช่วย  เราตัวนิดเดียวกลับมองผ่านไม่ช่วยเลย ทุกคนพูดแค่ handsome  เออดี !!!  คิดว่าเป็นผู้ชายเลยไม่ช่วย  เราลากกระเป๋าขนาด 26”  เดินตามนางไปต้อยๆ 

ยิ่งเดินยิ่งฟิน บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของ ทั้งไอศกรีม  มันเผา  ผลไม้เชื่อมแช่แข็ง แล้วก็อาหารต่างๆ นานา 

ที่นี่มีหมาลากเลื่อน  (ไซบีเรียน)  ตั้ลร้ากมากมาย  มีลานสกีให้เราเล่นด้วยแหละ  แต่ราคาไม่ไหวเลยจริงๆ  รีบเดินจ้ำตามไปกว่าจะถึงที่พักเหนื่อยเหมือนกันแหะ  เพราะอากาศเย็นและอยู่ในพื้นที่สูงมากๆ  ยิ่งเดินยิ่งเหนื่อยๆ  5555 

ที่พักเราอยู่สุดทางเดินหมู่บ้านเลย  Xuexiang Linhai Xueyuan Hotel  ราคาคืนละ  704 หยวน  เป็นที่พักที่เดียวที่เราสามารถจองมาจากเมืองไทยได้  โดยไม่ต้องมา Walk-in เอาเอง  เพราะส่วนมากจะจองมากับทัวร์ซะส่วนมาก  เข้าไปเช็คอินกับที่พัก  เสียค่ามัดจำกุญแจ 100 หยวน  (จะได้คืนตอนเอากุญแจคืน) 

รีบเอาของเข้าเก็บในที่พัก  นอนพักเอาแรงสักงีบก่อนแล้วกันค่อยออกไปเดินเที่ยว  เผลอหลับไปแป๊บเดียวตื่นมาเกือบบ่ายสอง  ดีดตัวออกจากที่นอนใส่อุปกรณ์กันหนาวเตรียมพร้อมเก็บบรรยากาศในหมู่บ้านหิมะ

ออกมาจากที่พัก ก็รีบเดินย้อนกลับไปหน้าหมู่บ้าน  เพื่อถ่ายรูปกับป้ายหน้าหมู่บ้าน  Chaina Snow Town เป็นการยืนยันว่าเรามาถึงแล้วน้า  ทั้งกรุ๊ปทัวร์คนไทย ต่างชาติ และคนจีนเยอะมาก  แย่งกันถ่ายรูปจนรู้สึกท้อแท้  เอาว่ะ !!!  ไม่ถ่ายก็ได้  

อีกฝั่งหนึ่งก็จะมีสุนัขลากเลื่อนนั่งรถตั้ลร๊ากกกมากอ่ะ  ค่าบริการคิดที่  500 หยวน  สามารถนั่งได้ 2 คน 

แต่เราสู้ราคาไม่ไหวจำเป็นต้องตัดใจถ่ายรูปคู่กับน้องหมาแค่นั้นพอ  เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ สวยมากๆ

ด้านหลังหมู่บ้านหิมะ  เป็นลานสำหรับเล่นสกีโดยเฉพาะเลย  เรากะจะไปจัดสกีสักหน่อย  พอไปถึงเห็นราคาเช่าอุปกรณ์แล้วแทบช๊อก ราคารวมๆ แล้วประมาณ 1200  หยวน  เกือบ 6,000 บาทไทย  

เอาไว้ก่อนแล้วกัน  รอเราพร้อม มีเวลา และมีเงินมากกว่านี้ค่อยเล่นทีหลัง  ส่วนตอนนี้แค่เก็บบรรยากาศก็พอ

ระหว่างเดินเที่ยวตามถนนในหมู่บ้านหิมะ  วิธีการหลบหนาวแบบเนียนๆของผมที่ใช้ได้ผลและดีที่สุดคือ  การเข้าไปขอผิงไฟกับโอ่งเผามันตามร้านค้านี่แหละ 

แต่หน้าตามันเผาน่ากินมากๆๆ  ตัดใจซื้อมากินสักหัว จัดไปที่ 10 หยวน  บิดหัวมันออกมา  โอ้โห !!! มันเหลืองควันขึ้นนุ่มละมุนสุดๆ เลยอ่ะแกรรร 

เพราะความที่เป็นเมืองหนาว แค่ 4 โมงเย็นฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว แต่!! ยิ่งมืดคนยิ่งเยอะ ถนนหน้าบ้านนี่ผู้คนออกมาเดินเที่ยวเล่นกันเยอะมากจริงๆ

อากาศที่นี่ถึงขนาดติดลบ -30 องศา แต่ของที่ขายดีมากๆ กลับเป็นไอติมแท่ง ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมใครๆ ก็กินไอติม 5555 เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

เดินไปเดินมาก็มาถึงหน้าร้านขายของปิ้งย่าง  สายตาพลันเหลือบไปเห็นปลาหมึก  เอาว่ะ!!  สักไม้แล้วกันเผื่อความอบอุ่นของร่างกาย  (มันคือข้ออ้าง)  สั่งไปเสร็จ  ยืนทำตัวสั่นหนาวสุดๆ รออยู่หน้าร้าน   

ผ่านไป 5 นาทียื่นปลาหมึกมาให้เราพร้อมกับราคา  75 หยวน  อ๊ากกกกก  !! ทำไมมันแพงจังแว๊  แต่ก็อร่อยอ่ะ ยอมๆๆ  แล้วเราก็เดินกลับเข้าที่พัก

อาหารเย็นวันนี้เราเล็งร้านอาหารไว้แล้ว  มื้อนี้เราจะกินที่ที่พักของเรา  เพราะมีรูปเมนูให้ดูแล้วก็สามารถสื่อสารกับเราได้รู้เรื่อง  เพราะวันนี้เราอยากกินหมูทอดกับผัดผัก 5555  ได้กินสมใจที่สำคัญอร่อยสุดๆๆ  ค่าเสียหายมื้อนี้อยู่ที่ 115 หยวน   พออิ่มแล้วก็หายงอแง

รู้สึกอยากออกไปเก็บภาพไฮไลท์ของหมู่บ้านหิมะ  ที่มีค่าเข้า 150 หยวน  แต่ก็คิดว่า เราไม่ได้มาบ่อยๆ  ไหนๆ มาแล้วก็ควรเอาให้สุดไปเลย แค่นั้นแหละ มือก็คว้ากล้อง ใส่เสื้อคลุม เดินออกจากที่พักตรงไปซื้อตั๋วในราคา  150 หยวน  แล้วก็ต่อแถวเพื่อเข้าด้านใน ** บอกไว้ก่อนเลยนะ  ไม่ต้องไปยื่นต่อแถวรอถ่ายรูป  เพราะตอนถ่ายบอกฟรี  แต่  เสียเงินตอนรับรูปในราคา  30 หยวนต่อใบ **

ด้านในสวยมากๆ  จัดโซนหมู่บ้านไว้ถ่ายรูป มีหิมะปกคลุมหลังคาและพื้นสะอาดเอี่ยมไม่มีรอยเท้าผู้คน  ให้ความรู้สึกว่าที่นี่มันเหมือนในรูปที่เค้าโปรโมทกันจริงๆ 

โซนด้านในมีการแสดงให้ดูด้วยแหละ  แต่ต่อคิวยาวเราเลย Say Goodbye  เดินขึ้นบันไดไปถ่ายรูปมุมสูงของหมู่บ้านหิมะด้วยแหละแกรร  แต่เวลาตอนนั้นประมาณ 2 ทุ่ม ยิ่งดึกยิ่งหนาว  กดชัตเตอร์แต่ละทียากเย็นมากๆ  ผ่านไปประมาณ 15 นาทีเริ่มทนไม่ไหว  รีบจ้ำอ้าวเดินกลับลงมาตั้งใจจะออกอีกทาง   

หิมะจับกันเป็นก้อนหนามากๆ ทั้งบนหลังคาบ้าน บนพื้น บนรถ แปลกตาดี ซึ่งอันที่จริงแล้วหมู่บ้านหิมะนี้เขาว่ากันว่าจะสวยที่สุดในตอนกลางคืน เพราะจะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟของบ้านแต่ละหลัง  *** แต่ที่นี่เข้าออกได้แค่ทางเดียวนะคร้าฟ ก่อนออกนึกขึ้นได้ว่าเราถ่ายรูปไว้แวะไปรับรูปสักหน่อย  แต่ต้องจ่าย  30 หยวนจ้า  อึ้งสิ !!  แต่ก็ต้องยอมจ่ายอ่า  แล้วก็เดินตัวสั่นกลับเข้าที่พัก  อาบน้ำนอนพัก ตั้งใจจะไปเก็บภาพบรรยากาศยามเช้าอีกครั้งหนึ่ง  ….  คร่อกกกกก

Day 5  :  เก็บบรรยากาศหมู่บ้านหิมะ – นั่งรถกลับฮาร์บิ้น

ตื่นเช้ามาวันนี้กับอุณหภูมิอากาศติดลบยิ่งกว่าช่องฟรีซในตู้เย็น  เกิน 30 องศา  เดินออกมาแบบชิวๆ  รู้ว่าอุณหภูมิสูงนะแต่ไม่หนาวมาก  คงเพราะตอนเช้าเริ่มมีแดดออก 

วันนี้เรามีนัดขึ้นรถกลับเข้าเมืองฮาร์บิ้น รอบ 12.00 น.   ไม่รีบร้อนเพราะจุดจอดรถอยู่หน้าที่พักของเรา เดินชิวๆ ถ่ายรูปที่ลานปั้นรูปหิมะ  เก็บบรรยากาศสักแป๊บ 

สั่งอาหารเช้าที่ที่พักทานอีกสักมื้อ มื้อเช้าเราเลือกทานหมูผัดพริกเปรี้ยวหวาน แต่ไม่เหมือนบ้านเราเลย ที่นี่เป็นแบบแห้งๆ  ทานไม่หมด ใส่ถุงแพ็คกลับไปกินที่ตัวเมืองต่อ 5555

หมู่บ้านหิมะมีทางเข้าหลายทางมากๆ  พยายามสื่อสารกับคนขับรถที่จะมารับให้ดีนะ  ว่ารอประตูไหน  เดี๋ยวจะวิ่งวนเดินหาเหมือนเรา  ที่โชคดีมาเจอคนไทยที่นี่เลยรอดออกมาทันเวลารถออกแบบฉิวเฉียด   

ได้เวลาอำลาที่นี่แล้วขึ้นรถบัสของหมู่บ้าน ไปยังจุดขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับเข้าเมือง   !! 

วันนี้ทั้งวันคงอยู่บนรถอย่างเดียวไม่ได้ไปไหน  รถจะจอดพักให้เราเข้าห้องน้ำ ประมาณ 2 จุด แล้วจะจอดส่งเราที่จงยางต้าเจีย(中央大街)  เวลา  18.30 น.  ฝั่งป้ายทางเข้าถนนจงยางเลยทีเดียว

ลงจากรถมาได้ก็ลากกระเป๋าล้อลากเข้า KFC อีกเช่นเคย  สั่งไก่พร้อมแป๊บซี่เป็นชุดมากินอีกเหมือนเคย  แล้วก็เอาหมูผัดพริกเปรี้ยวหวานเมื่อเช้าออกมาแกล้ม  อร่อยดีแหะ กินเสร็จก็เรียกแท็กซี่ไปยังที่พัก  คืนนี้เราพักแถวๆ  ย่านเมืองเก่า  แต่เกิดปัญหาขึ้นสิคราวนี้  เราหาที่พักที่จองมาเจอ เสียเวลาหาเกือบ 3 ชั่วโมง จนเราทนความหนาวไม่ไหว เลยยอมตัดใจหาที่พักใหม่ เอาใกล้ๆ 

7DayInn ที่ยังมีห้องว่างพอให้เราเข้าพัก  เลยจองห้องพักไว้ที่นี่ 2 คืน เพราะพรุ่งนี้เราจะไปหมู่บ้านรัสเซีย (จำลอง) แต่เช้า  ได้เข้าห้องพักแล้ว ก็รีบอาบน้ำ  เข้านอน  เพราะพรุ่งนี้เราต้องไปรอขึ้นรถที่จะไป Volga Manor หมู่บ้านรัสเซียแต่เช้า …  คร่อกกกก

Day 6  :   伏尔加庄园 หมู่บ้านรัสเซีย (จำลอง) 

เช้านี้ตื่นมาด้วยร่างกายที่ไม่ค่อยจะไหว  อยากจะนอนต่อสักพัก  แต่วันนี้เราจองรถไป Volga Manor ไว้แล้ว  ทำให้ต้องดีดตัวจากที่นอนอุ่นๆ ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวกันหนาวให้ครบชุด  เพราะวันนี้ที่เราจะไปหนาวสุดๆ  เลยอ่ะแกรร  เดินออกมาหน้าที่พักเรียกแท็กซี่บอกว่าไป “  เซียงเตี้ยนเจีย “   ถ้าเค้าไม่เข้าใจก็ยื่นโทรศัพท์ข้อความหรือรูปจุดขึ้นรถให้เค้าดูสถานที่ที่เราจะไป  รถจะมาถึงจุดนัดพบประมาณ 9.20 น.  เราไม่แน่ใจว่าจากที่พักเราไกลแค่ไหนออกมาเร็วไว้ก่อนดีกว่า  จากที่พักใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที  เรามาถึงจุดขึ้นรถประมาณ 9.00 น.  อีก 20 นาทีก็ยืนรอรถวนไป  แถวนั้นไม่มีร้านค้า เราเลยเข้าไปยืนรอในตู้เอทีเอ็ม 5555

รถมาโคตรตรงเวลาเลยอ่ะแกรร  9.20 น (ค่ารถไป-กลับ  คนละ  20 หยวน)  

ตอนขึ้นรถเราแสดงบาร์โค๊ตให้คนขับดู  คนขับรถจะให้คูปองเรา 1 ใบ  ** เก็บไว้ให้ดี **  เพราะมันเป็นตั๋วรถกลับเข้าฮาร์บิ้น  **ห้ามหายเด็ดขาด **  แล้วก็หาที่นั่ง  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. ก็จะมาถึง Volga Manor   

รถจะจอดส่งด้านหน้า และรถจะมารับที่จุดเดิม  เวลาประมาณ  15.20 น.  กะเวลาออกมาขึ้นรถให้ทัน  เพราะไม่งั้นงานเข้าแน่ๆๆ

หลังลงมาจากรถบัส   ก็เข้าไปซื้อตั๋วด้านใน  แต่ละ  Package ราคาก็ต่างกัน 

เราซื้อแบบที่รวมเล่น Snow Rubber Ring  1 รอบ + Ski 1 ชม.  ในราคา  190 หยวน   ได้ตั๋วพร้อมกับพนักงานที่เข้ามาอธิบายเส้นทางการเดินทางภายในให้เราเรียบร้อย 

ก็ใช้บัตรสแกนบาร์โค้ดเพื่อผ่านประตูเข้าไปยังด้านใน  แค่ด้านหน้าก็โคตรสวยแล้วอ่ะ

กดชัตเตอร์รัวๆๆๆ แบบไม่กลัวเมมโมรี่เต็มเลย  โซนป่าด้านหน้าที่มีหิมะปกคลุมว่าสวยแล้ว  เดินเข้าไปด้านในมันยิ่งสวย  รูปปั้นที่ประดับประดาไว้ตามสวน รอบๆ เป็นลานกว้างให้คนเดินเล่น  

เข้าไปในโบสถ์ตอนที่แสงสาดเข้ามาพอดี สวยไปอีกแบบ  แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปกัน ถึงอากาศจะหนาวขนาดไหน ที่นี่ก็คนเยอะ  สวยสมคำร่ำลือ  ได้มาเห็นหมู่บ้านรัสเซียแบบจำลอง  มันทำให้เราเกิดความรู้สึกอยากไปประเทศรัสเซียขึ้นมาซะงั้น  คงอีกไม่นาน  5555

ยิ่งเดินเข้าไปด้านในความสวยงามก็ยิ่งปรากฏขึ้นกับสายตา  ที่นี่มีที่พักด้วยเช่นกันแต่ราคาก็คงจะแพงมากเช่นกัน  สำหรับเราแค่มาเที่ยวเช้าเย็นก็คงพอ 

จากที่เคยเห็นหิมะเกาะต้นไม้จากการ์ตูนเรื่อง Frozen วันนี้เราได้มาเห็นของจริง เฮ้ย !!!  มันสวยจริงๆ ว่ะ  ถึงแม้ยิ่งเดินยิ่งหนาว เพราะพายุหิมะเล็กๆ เริ่มพัดผ่านเป็นละอองให้เปียกที่หน้า แต่มันกลับทำให้เราสนุกสนาน      

เดินเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ให้เราเล่นสกี และนั่งห่วงยางลากหิมะ  คำนวณเวลาแล้วทันเวลารถแน่นอน  รีบเดินเข้าไปใช้สิทธิ์สักหน่อย  เดินเข้าไปในปราสาทขึ้นไปยังชั้น 4  ด้วยลิฟท์ที่เหมือนลิฟท์ขนของบ้านเราแต่ใช้เวลานานเกือบ 5 นาทีกว่าจะถึง

ขึ้นมาถึงด้านบนยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่  เค้าจะให้เราขึ้นห่วงยางเราทำตัวเนียนๆ เหมือนมากับกรุ๊ปคนจีน ขออาศัยลงไปด้วย

วิธีการเล่น Snow Rubber Ring   (ห่วงยางลากเลื่อน)  คือเราต้องนั่งเรียงต่อกัน  โดยขาคนข้างหลังจะต้องเกี่ยวเอวคนข้างหน้าไว้  แล้วก็ลากเลื่อนลงมาจากด้านบน  ตอนแรกไม่เสียวเลยนะ  พอกระโดดจากด้านบนลงมาด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโล เสียวจนแทบหยุดหายใจ  และที่เสียวสุดๆ  คือลงมาเกือบสุดทางเจอโค้งก่อนจอด  คือถ้าทรงตัวกันมาไม่ดีมีคว่ำ 555  แต่ทีมเรารอดปลอดภัยแม้จะเสียวจนหน้าชาก็เหอะ    

เหลือเวลาก่อนรถจะมารับ  15.20 น.  อีกชั่วโมงกว่าๆ  รีบจ้ำเดินเข้าไปอีกปราสาทด้านข้างเพื่อเล่นสกี 

เค้าจะคิดค่าประกันไว้  300 หยวน  ถ้าเราคืนอุปกรณ์ครบตรงตามเวลา 1 ชม.  เค้าก็จะคืนเงิน 300 หยวนให้  แต่มีค่าบริการ 20 หยวนที่เราจะต้องเสียฟรีๆ  จ่ายทุกอย่างเรียบร้อย

รับคีย์การ์ดแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังชั้น 3 เพื่อรับอุปกรณ์เล่นสกี  กว่าจะแต่งตัวเสร็จปาเข้าไปเกือบ 20 นาที 

รีบเดินไปยังลานสกี  ยังไม่ทันที่ครูฝึกจะสอนอะไรเลย เดินไปเดินมาหลุดจากลานลงมาด้านล่างซะงั้น  ดีนะที่ทรงตัวอยู่เอาตัวเองลงมายังด้านล่างได้แบบท่าสวยๆๆ  ลงมาถึงด้านล่างแอ๊คท่าถ่ายรูปแบบเท่ห์ๆ  สักประมาณ 10 กว่ารูป  ก็ไปต่อแถวเพื่อเล่นสกีอีกสักรอบ 

รอบนี้ลงมาตั้งกล้องถ่ายวีดีโอเองเลย โคตรมันส์อ่ะ เวลา 1 ชม. ที่ได้เล่นสกีมันโคตรเร็วเลย  เล่นได้แค่ 2 รอบก็แทบจะหมดเวลา  เหลืออีก 15 นาทีจะครบ 1 ชม.  เรารีบสุดชีวิตทั้งถอดชุดเอาของไปคืน  กลัวไม่ทันเวลาจะโดนยึดเงินมัดจำ 300 หยวน  แล้วก็ทันแบบฉิวเฉียด 

ยังไม่ทันจะได้หายใจดีเลย  มองดูนาฬิกาตอนนี้  15.00 น.  เหลืออีก 20 นาทีที่รถจะมารับ   รีบจ้ำอ้าวใส่เกียร์หมาเลยทีเดียว  เพราะลานสกีมันอยู่ด้านในสุดเลย  กลัวไม่ทันรถเอามากๆ   

ต่อให้รีบเดินขนาดไหน  แค่หางตาเหลือบไปเห็นวิวสวยๆ สองขาก็หยุดชะงักกดชัดเตอร์สักรูปสองรูปเพื่อความสบายใจแล้วก็รีบเดินต่อไป

เราใช้เวลาแค่ 10 นาทีในการเดินกลับออกมาจากด้านใน Volga Manor มาถึงก่อนเวลารถมา ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศด้านหน้าสักแป๊บ ได้เจอเพื่อนคนไทยหลายๆ คนที่มาเที่ยวที่นี่  แต่ส่วนมากมากับทัวร์กัน  ยืนคุยกันได้ไม่นาน รถบัสคันเดิมกับเมื่อเช้าก็มาจอด ณ จุดเดิมแบบตรงเวลาเป๊ะ  ขึ้นรถยื่นคูปองให้คนขับหาที่นั่งรอรถออกกลับเข้าเมือง 

รถจะมาจอดส่งที่จุดขึ้นรถตอนเช้า  ให้ข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม  ขึ้นรถเมล์สาย  103  ไปลงที่แม่น้ำซงฮวา  เกือบสถานีสุดท้าย

เดินหาของกิน ปลาหมึกย่างวันนี้ขายราคา 20 หยวน  งงเด้!!  สงสัยวันธรรมดาขึ้นราคา  5555  ทาโกยากิ ปลาหมึกเน้นๆ ราคาพอรับได้ 10 หยวน หาของคาวกินสักหน่อย  เดินมาเรื่อยๆ เจอร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด สักมากินแบบชิวๆ  ตบท้ายก่อนกลับด้วยชานมไข่มุกแบบเย็นพิเศษมุกอีกสักแก้ว  กินจนอิ่มเดินออกมาริมถนนเรียกแท็กซี่กลับเข้าที่พัก อาบน้ำ  เก็บกระเป๋าเพราะพรุ่งนี้เราจะย้ายที่นอนออกไปนอกเมืองที่เดียวกับที่เราพักในสองวันแรก …คร่อกกก

Day 7  :   ย่านเมืองเก่า   เหล่า ต้า ไว่ (老道外) นอนโซนนอกเมือง

วันนี้เรานอนตื่นสายๆ  แบบชิวสุดๆ เลย กว่าจะออกจากที่พัก ก็เกือบ 10 โมงเข้าไปแล้ว  ฝากกระเป๋าไว้ที่ที่พักก่อน  แล้วเดินไปยังย่านเมืองเก่า เหล่า เต้า ไว่ (老道外)  ที่ดูจาก  GPS แล้วไม่ไกล 800 เมตร  ความจริงคือจากที่พักเรามีซอยที่เดินทะลุไปย่านเมืองเก่าได้แบบใกล้มาก ๆ แต่เราไม่รู้ และเชื่อ GPS  เดินอ้อมยาวไป 

ที่ย่านเมืองเก่า  จะได้เห็นสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของเมืองฮาร์บิน  ตึกเก่าสไตล์บาร็อค ซึ่งปัจจุบันได้ชำรุดทรุดโทรมไปมาก ทางการจึงให้ทุบทิ้งไปแล้วหลายจุด ..

ย่านนี้ถึงแม้จะไม่คึกคักและคราคร่ำไปด้วยผู้คนเหมือนย่านถนนจงยาง .. แต่ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายฮาร์บินในอดีตได้ดีมาก    

แค่มาเดินเล่นถ่ายรูปก็ฟินแล้ว  :: ที่สำคัญอาหารอร่อยมากๆๆๆ  ต้องมาชิมนะ     

กลับมาเอากระเป๋าที่ที่พัก  เรียกแท็กซี่เพื่อไปที่พักที่เราชื่นชอบเจ้าของมากๆ  นอนทิ้งทวนอีกสักคืนก่อนกลับเมืองไทย  มาถึงเช็คอินเรียบร้อย  ตกลงให้ Casper เรียก TAXI  ไปสนามบินให้เราพรุ่งนี้ให้เรียบร้อย

cof

ออกมาเก็บบรรยากาศรอบๆ ที่พัก ระหว่างทางที่เดินเจอร้านขายไอติม เกิดมาเพิ่งเคยเห็น การขายไอติมที่อเมซิ่งมาก คนขายแค่เอากล่องไอติมมาวางๆไว้  อยากกินก็เดินไปหยิบออกจากกล่อง แล้วก็จ่ายตัง ขายกันกลางฟุตบาทแบบนี้เลย   สมแล้วที่เป็นเมืองที่หนาวกว่าตู้เย็น ผมก็หยิบมากินสักอัน อร่อยดีแท้ …   ในการเดินเล่นในตัวเมืองแบบนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผม มันคือที่ปิดหู  ซึ่งสองข้างทางที่เดินผ่าน  คือขายถูกมากอันละ 5 หยวน  แผ่นกันร้อน ถุงนึง 10 หยวน  ผมนิแทบจะเหมากลับเมืองไทยให้หมดเลย 5555 

เดินเล่นสักพักก็เริ่มหิว  เดินหาของกินวนไป  ไปสะดุดที่ร้านขายชานมไข่มุกบรรยากาศในร้านอาร์ตมากๆ  เจ้าของร้านเห็นเราเดินเข้าไปด้วยความหนาวรีบตรงมาเปิดฮีสเตอร์ให้ด่วนเลย  จากที่หนาวๆ กลายเป็นร้อนสุดๆ จนต้องขอร้องให้ปิดฮีสเตอร์  เราใช้เวลาอยู่ในร้านชานมนานมากๆ ทั้งถ่ายรูปทั้งพักหนาว 555 แล้วก็อุดหนุนขนมมาการองมาอีก 2 ถุง

เดินออกมาหาของกินต่อไป  เจอร้านชาบูแบบเลือกได้  ว่าเราต้องการอะไรก็คีบใส่กะละมัง แล้วทางร้านจะคิดเงิน แล้วก็ใส่หม้อชาบูต้มมาให้เรา  เลือกเสร็จไปนั่งรอที่โต๊ะ ผ่านไปประมาณ 5 นาที  มาม่าผัดจานโตที่มีของที่เราเลือกไว้ มาวางหน้าโต๊ะ  คืองงเด้ !!$%^&*$  จะกินชาบูหม้อไฟ  ทำไมได้มาม่าผัด  จากที่ดูน่าจะสื่อสารอะไรกันผิดสักประโยค  ก็เลยตัดสินใจช่างมันเฮ้อ!!  ก้มหน้าก้มตากินมาม่าผัดหมาล่าวนไป  แต่เอ๋ … มันอร่อยว่ะเฮ้ย  กินไปกินมาจนหมด  5555 ในความสั่งผิดเราก็กินจนหมด 

แล้วคราวนี้ก็เดินกลับไปยังที่พัก  เจอร้านขายเกาลัด  ถั่ว  ซึ่งคั่วกันให้เห็นจะๆๆ เลยทีเดียว  แล้วก็ใจอ่อนสั่งถั่วหมันหลี่หม่งมา 2 โล  เมล็ดทานตะวันอีก 1 โล   แล้วก็เกาลัดอีก 1 โล  กลับเข้าที่พัก แพ๊คของใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยในคืนนี้  เพราะพรุ่งนี้นัดรถมารับไปสนามบินกันแต่เช้า

Day  8  :  วันเดินทางกลับประเทศไทย

      วันนี้เราตื่น ตีสี่ครึ่ง  อาบน้ำแต่งตัว ลากกระเป๋าเอากุญแจไปคืน  ออกมาปุ๊บก็เจอ Taxi เลย   ตกลงราคาไว้ที่  120 หยวน  รวมค่าทางด่วนเรียบร้อย  แล้วเราก็มาถึงสนามบิน  Harbin  ในเวลา 6 โมงครึ่ง  นั่งรออยู่ในสนามบิน    7.30 น ได้เวลาเช็คอิน รอบนี้เราไปพักเครื่องที่หวู่ฮั่น   ก่อนที่จะต่อเครื่องกลับไปยังสุวรรณภูมิ  ประเทศไทยบ้านเรา 

ค่าใช้จ่าย  : – 15,xxx บาท (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน)

วีซ่า   1,500  บาท
ค่าที่พัก   6,520 บาท
ค่าแท๊กซี่   1,615  บาท   
ค่ารถ  700  บาท
ค่าเข้าสถานที่  4,100  บาท
ค่ากิน     1,500 บาท  

จากการเดินทางครั้งนี้  นอกจากจะได้เห็นบรรยากาศหิมะสวยๆแล้ว ยังได้ก้าวผ่านจุดๆที่เรียกว่า comfort zone ของชีวิต ได้ไปเมืองที่อุณหภูมิ -30 กว่าองศา  เมืองที่เราแทบไม่เข้าใจว่าเค้าพูดอะไร  เค้าพูดกันหรือทะเลาะกันแน่เพราะเสียงโคตรดัง   หาข้อมูลการเดินทางยากมากๆๆ  ทั้งหลงทาง ทั้งคำนวณเวลาพลาด แต่นั่นแหละที่ทำให้เราจดจำได้ทุกรายละเอียด แล้วก็กลับมาเล่าให้ทุกคนฟังได้อย่างภาคภูมิใจ ว่า เหยย แกรร๊ เรารอดตาย  เราผ่านมันมาแล้วว่ะ!  เมืองที่โคตรหนาวและโคตรสวยอย่างฮาร์บิน  ถ้าใครอยากมาผจญภัยสนุกๆ แบบเรา  ตามรอยได้เลยนะแกรรร  เราแพลนเส้นทางทั้งหมดไว้ให้แล้วววว 🙂 

ช่องทางการติดตาม อัปเดตข่าวสารกันได้ที่ 

Fanpage : https://www.facebook.com/EnvyJourney/

Website : https://envyjourney.com/

YouTube : https://www.youtube.com/channel/UCc3BuKmsYN-wJWzxATGwUTQ


.. เพราะการเที่ยวเยอะๆ มันช่วยทำให้เราลืมเรื่องไม่สบายใจได้ระยะหนึ่ง 🙂

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here